มธ.จัดเสวนา “อภิวัฒน์สยาม 2562

มธ.จัดเสวนา “อภิวัฒน์สยาม 2562 : ความหวังและอนาคตประเทศไทย” นักการเมือง ระบุ หากได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะยกเลิก รธน.60 แล้วร่างใหม่ ยืนยัน ไม่สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนาเรื่อง “อภิวัฒน์สยาม 2562 : ความหวังและอนาคตประเทศไทย” โดยมีตัวแทนพรรคการเมือง ได้แก่ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล จากพรรคเพื่อไทย น.ส.รัชดา ธนาดิเรก จากพรรคประชาธิปัตย์ นายวราวุธ ศิลปอาชา พรรคชาติไทยพัฒนา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ร่วมอภิปราย

นายวราวุธ กล่าวว่า การเลือกตั้งในปี 2562 เป็นเรื่องสำคัญ ส่วนตัวมองว่า ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญ 2560 หลังการเลือกตั้ง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้เพียงบางส่วน ปัญหาต่าง ๆ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเลือกตั้งเพียงครั้งเดียว แต่ก็ถือว่า การเลือกตั้งในปี 2562 จะทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงในประเทศไทยได้ ดังนั้น คนไทยควรออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง แม้ส่วนตัวจะไม่เชื่อว่า จะเปลี่ยนแปลงได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการไปสู่การเลือกตั้งครั้งต่อไป

น.ส.รัชดา กล่าวว่า เมื่อมีการเลือกตั้ง สิ่งดี ๆ ก็จะตามมา แต่สิ่งดี ๆ จะต้องมาภายใต้เงื่อนไข 2 ประการ คือ ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งต้องมาจากประชาชนอย่างแท้จริง และประชาชนต้องรู้เท่าทันนโยบายของพรรคการเมือง แม้ว่าเวลานี้ คสช.จะห้ามดำเนินกิจกรรมทางการเมือง แต่ก็ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่ประชาชนจะศึกษาเรื่องการเมือง หลังการเลือกตั้ง ทุกคนต้องช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจประชาธิปไตย ไม่มีการผูกขาด สังคมมีความเสมอภาค

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า มีความหวังว่าการเลือกตั้งปีหน้าจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของประเทศ จะเป็นการเลือกตั้งของคนรุ่นใหม่กว่า 8 ล้านคนในประเทศ เชื่อว่าคนรุ่นใหม่อยากเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง และไม่ใช่แค่เพียงคนรุ่นใหม่เท่านั้น แต่คนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งอยู่แล้ว ก็ต้องการเข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาประเทศบอบช้ำมามากแล้ว การรัฐประหารไม่ได้ทำให้ประเทศดีขึ้น แต่ควรทำให้กลับเข้าสู่ประชาธิปไตยเหมือนเดิม ระบอบประชาธิปไตยอาจไม่ได้ดีที่สุด แต่สวยงามที่สุด ส่วนตัวอยากเห็นว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า จะไม่มีอำนาจนอกระบบ

นายธนาธร กล่าวว่า หากการเลือกตั้งเกิดขึ้นจริงในปี 2562 ควรนำสิ่งที่การอภิวัฒน์ในปี 2475 ทำไม่สำเร็จมาทำให้เกิดผลสำเร็จ นั่นก็คือ อำนาจสูงสุดของประเทศจะต้องเป็นของประชาชน

จากนั้น เวทีเสวนาได้อภิปรายถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ซึ่งนายวราวุธ กล่าวว่า การเข้าถึงโอกาสในประเทศไทยยังมีความไม่เท่าเทียมกันอยู่ ทั้งการศึกษา การรักษาพยาบาล การเก็บภาษี เชื่อว่า ปัญหาดังกล่าว ไม่สามารถแก้ไขได้ภายใน 1-2 รัฐบาล แต่ต้องค่อย ๆ แก้ไข

ด้านนางรัชดา กล่าวว่า ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้ามาบริหารประเทศ มักจะเป็นช่วงที่ต้องฟื้นฟูประเทศในยุคที่สถานการณ์บ้านเมืองวิกฤติและวุ่นวาย ดังนั้น การบริหารประเทศจึงต่างจากรัฐบาลอื่น ทั้งนี้ มองว่า การลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจ ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง และหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำคือ การศึกษา ที่ยังดีไม่มากพอจะรองรับเยาวชนจำนวนมาก ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาด้วยการกระจายอำนาจให้โรงเรียนในแต่ละพื้นที่มีอำนาจในการออกแบบหลักสูตร มีอำนาจคัดสรรผู้อำนวยการและครูที่ดีที่สอนให้เยาวชนมีทักษะด้านต่างๆ ทุกคนในจังหวัดต้องมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของโรงเรียน

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า หากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเข้าถึงท้องถิ่น จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตขึ้น และทำให้คนต่างจังหวัดรู้สึกถึงความเท่าเทียมกัน ตลอดจนทำให้ความเหลื่อมล้ำลดลง ฐานภาษีใหญ่ขึ้นเพราะคนมีรายได้มากขึ้น และสามารถนำเงินภาษีไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เช่นเดียวกับ นายธนาธร ที่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจให้เข้าถึงประชาชนและท้องถิ่น เปิดโอกาสให้ทุกคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้นำทรัพยากรของประเทศไปใช้ พลังพัฒนาเศรษฐกิจจะถูกปลดปล่อย เพราะตนไม่เชื่อว่าคนต่างจังหวัดโง่หรือไม่มีศักยภาพในการพัฒนา แต่เพราะไม่มีอำนาจในการกำหนดอนาคต

ต่อมาเวทีการเสวนาได้เปิดให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นว่า หากผู้อภิปรายมีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรี จะทำอย่างไรนายวราวุธ กล่าวว่า ประเทศไทยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง คือ กฎกติกาในการบริหารประเทศ การมีรัฐธรรมนูญที่มาจากทุกภาคส่วน ดังนั้น ตนอยากตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.)ใหม่

น.ส.รัชดา กล่าวว่า หากตนเป็นนายกรัฐมนตรี จะกระจายอำนาจให้ครอบคลุมทุกเรื่อง โดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจ ที่ต้องกระจายอำนาจจากตำรวจที่อยู่ศูนย์กลางไปสู่ภูธร รวมถึงต้องกระจายอำนาจด้านการศึกษา สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชน พัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ ตลอดจนกระจายอำนาจการปกครอง โดยผลักดันให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ที่มาจากการเลือกของประชาชนในจังหวัดโดยตรง

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า สิ่งที่ตนจะทำสิ่งแรกคือ การแก้รัฐธรรมนูญ โดยอาจต้องทำประชามติเพื่อนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาใช้ จากนั้น มาร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่แล้วทำประชามติอีกครั้ง เพราะรัฐธรรมนูญต้องไปข้างหน้า โดยให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญ สำหรับยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ส่วนตัวมองว่า ไม่จำเป็น เพราะไม่สามารถวางกรอบประเทศไทยได้ว่าอีก 20 ปีจะเป็นอย่างไร และการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

เช่นเดียวกับ นายธนาธร ที่เห็นด้วยว่าควรยกเลิกการบังคับใช้รัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะอำนาจการสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน มี สสร.ที่มาจากประชาชน และต้องนำสิ่งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยออกไปจากรัฐธรรมนูญ 2560

จากนั้น ผู้ร่วมอภิปรายได้กล่าวถึงการแก้ปัญหาด้านการศึกษา โดยนายวราวุธ กล่าวว่า ควรปรับเปลี่ยนแนวทางการสอน เพิ่มวิชาทางเลือก ให้ความสำคัญทั้งการเรียนในห้องเรียนและนอกห้องเรียน

น.ส.รัชดา ย้ำว่า ต้องกระจายอำนาจการศึกษาไปสู่ท้องถิ่น ทำให้ทุกคนในท้องถิ่นรวมทั้งผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการศึกษา สนับสนุนการศึกษาสายอาชีวะมากขึ้น

น.ส.ขัตติยา กล่าวว่า สนับสนุนให้คนทุกเพศทุกวัยเข้าถึงการศึกษา ยกระดับการศึกษาอาชีวะให้เป็นระดับมหาวิทยาลัย เพื่อให้ได้รับใบปริญญาตรี ไม่ใช่เพียงแค่ประกาศนียบัตร เพื่อทำให้ผู้ที่จบการศึกษาอาชีวะไม่ด้อยค่ากว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เช่นเดียวกับ นายธนาธร ที่เห็นด้วยกับการกระจายอำนาจการศึกษาให้กับท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นสามารถจัดการในเรื่องการศึกษาได้

ส่วนข้อเสนอที่อยากให้มีการเปิดบ่อนเสรีในประเทศไทย ผู้อภิปรายมีความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า สามารถเปิดได้ แต่ต้องควบคุมเข้มงวด เพราะการพนันยังถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายในประเทศไทย แต่นายธนาธร กลับเห็นต่างว่า การเปิดบ่อนเสรีไม่ควรเป็นนโยบายของรัฐบาล แต่ควรเป็นอำนาจการตัดสินใจของแต่ละจังหวัด ซึ่งการตัดสินใจว่าจะเปิดบ่อนหรือไม่ ควรเป็นไปตามหลักนิติรัฐ และประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมได้

ทั้งนี้ ในช่วงท้าย เวทีเสวนาได้เปิดให้ผู้ฟังร่วมซักถาม ซึ่งมีประเด็นเรื่องการทำให้คนรุ่นใหม่ตื่นตัวด้านการเมือง การดูดตัวนักการเมือง การเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง และการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

นายวราวุธ กล่าวว่า ปัจจุบันไม่จำเป็นต้องปลุกระดมนักศึกษาหรือคนรุ่นใหม่ให้ตื่นตัวทางด้านการเมือง ส่วนเรื่องการดูดตัวนักการเมืองนั้น นายวราวุธ กล่าวว่า ให้ดินกลบหน้าตนก่อน ตนจึงจะลาออกจากพรรคชาติไทยพัฒนา และพล.อ.ประยุทธ์ ต้องกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีตามระบบเท่านั้น จึงจะสนับสนุน

ด้านน.ส.ขัตติยา กล่าวว่า ตนคงไม่ถูกดูดจากพรรคการเมืองใด เพราะมีอุดมการณ์ที่ชัดเจน พร้อมมองว่า คนที่ถูกดูด ถือว่า เป็นคนที่ดูถูกประชาชน เพราะไม่มีความมั่นคงในอุดมการณ์ของตนเอง พร้อมปฏิเสธว่า ไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะไม่สนับสนุนเผด็จการ

เช่นเดียวกับ นายธนาธร เห็นด้วยกับน.ส.ขัตติยาว่า นักการเมืองที่ถูกดูดคือผู้ที่ทรยศประชาชน และทรยศกับจรรยาบรรณวิชาชีพ และเห็นว่า ต้องเลิกทำให้การเมืองเป็นเรื่องน่ากลัว สามารถพูดคุยความเห็นต่างได้ ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนั้น ตนมองว่า การเลือกตั้งปี 2562 อาจจะยังไม่เกิดขึ้น ดังนั้น การแสดงออกของกลุ่มคนอยากเลือกตั้งจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทุกคนอย่ากลัวและต้องกล้าที่จะแสดงออกเพื่ออภิวัฒน์สังคมได้อีกครั้งหนึ่ง .-สำนักข่าวไทย